Top
  • ข่าวสารและโปรโมชั่น

  • 10วิธีเลือกกล้องติดรถยนต์ พยานปากเอก ชี้ตัวใครผิด ใครถูก..


  • PROMOTION %
  • 27 พ.ค. 2560, 15:33
  • 10วิธีเลือกกล้องติดรถยนต์ พยานปากเอก ชี้ตัวใครผิด ใครถูก..

     

    อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ทันคาดคิด แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแต่ก็ไม่มีใครห้ามได้เช่นกัน ทุกวันนี้สังคมไทยต้องยอมรับกันว่าผู้ใช้รถใช้ถนนต่างก็ไม่ค่อยจะมีน้ำใจต่อกัน นิดๆ หน่อยๆ ก็ใช้อารมณ์และโทสะนำหน้าปะทะกันจนเกินกว่าเหตุกลายเป็นเรื่องราวบานปลายใหญ่โต นำคลิปมาเผยแพร่ลงโซเชียลกันเสียวุ่นวายว่าใครเป็นฝ่ายถูก ใครเป็นฝ่ายผิดเพราะชั่วโมงนั้นคงไม่มีหลักฐานใดสำคัญไปกว่าภาพบันทึกเหตุการณ์ที่ได้จากกล้องติดรถยนต์ ที่ใช้เป็นพยานปากเอกในการชี้วัดถึงต้นเหตุและความรุนแรงที่ละเมิดต่อร่างกายและทรัพย์สิน ดังนั้นคุณภาพของกล้องติดรถยนต์จึงความสำคัญเป็นอย่างมาก การพิจารณาเลือกกล้องติดรถยนต์สักตัวมีหลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อยังไงบ้าง

     

     

    1. ความละเอียดของวิดีโอในการบันทึก

    วิธีเลือกกล้องติดรถยนต์

    คุณภาพของวิดีโอที่บันทึกได้เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ จะนำไปใช้งานจริงได้หรือไม่ก็อยู่ที่ตรงนี้ ปัจจุบันความละเอียดของกล้องติดรถยนต์ควรต้องอยู่ที่ระดับ FULL HD (1080p) หรือ HD Ready (720p) เป็นมาตรฐานครับ เพราะที่ความละเอียดระดับนี้ เราสามารถที่จะนำภาพวิดีโอที่ได้ไปใช้งานจริงได้อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน แต่การจะได้มาซึ่งความละเอียดระดับ FULL HD แท้ๆ หรือไม่นั้น มีองค์ประกอบหลักนั่นก็คือ เลนส์ และชิปประมวลผลที่ต้องทำงานควบคู่กัน เพียงสเปกที่ระบุไว้ว่ารองรับได้ถึง FULL HD เวลาใช้งานจริงอาจจะทำได้เพียง 480p ก็อาจเป็นได้

    ฉะนั้น กล้องติดรถยนต์รุ่นไหนมีระบุมาในสเปกชัดเจนถึงเลนส์และรุ่นของชิปประมวลผลที่ใช้ได้ก็จะดีมาก แล้วนำรุ่นของชิปประมวลผลที่ใช้ไปค้นหาใน google.com อีกครั้ง เราจะรู้เลยครับว่าชิปประมวลรุ่นนี้รองรับการถ่ายวิดีโอ FULL HD จริงหรือไม่ เป็นข้อพิจารณาเบื้องต้นได้เลย โดยส่วนใหญ่แล้วกล้องติดรถยนต์ที่เป็นแบรนด์มาตรฐาน มีคุณภาพดีในระดับหนึ่งนั้นจะบอกรายละเอียดต่างๆเหล่านี้มาในสเปกอยู่แล้ว

    2. FPS สูง ภาพเคลื่อนไหวที่สมจริง ลื่นไหล

    ภาพคมชัด แต่เคลื่อนไหวไม่สมูทก็คงไม่ดีเป็นแน่ เราจะรู้ได้ว่ากล้องติดรถยนต์รุ่นไหนให้ภาพเคลื่อนไหวที่สมจริง ลื่นไหล ต้องดูที่ค่า FPS ย่อมาจาก Frame Per Second แปลเป็นไทยว่า อัตราเฟรมภาพต่อวินาที เป็นหน่วยวัดการบันทึกภาพนิ่งของภาพเคลื่อนไหวในกล้องวิดีโอต่อ 1 นาที เช่น 25 FPS หมายถึง ใน 1 วินาที จะมีภาพนิ่งถูกบันทึกต่อเนื่องกัน 25 ภาพ แน่นอนว่าค่า FPS มากจะส่งผลให้ภาพเคลื่อนไหวที่ได้มีความต่อเนื่อง ดูลื่นไหล แต่หากค่า FPS ต่ำ ภาพเคลื่อนไหวจะดูกระตุกไม่ต่อเนื่องนั่นเองครับ สำหรับกล้องติดรถยนต์แล้ว ค่า FPS ที่สูงเกินไปอาจจะมีผลเสียมากว่าผลดี เพราะทำให้สิ้นเปลืองการ์ดความจำมากกว่าปกติ เพราะไฟล์วิดีโอที่ได้จะมีขนาดใหญ่มาก

    ถ้าจะให้ดี ค่า FPS สำหรับกล้องติดรถยนต์จึงไม่ควรสูงมากจนเกินไป ที่ระดับ 30 FPS หรืออย่างต่ำสุดก็อย่าน้อยไปกว่า 25 FPS ก็จะเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ทั้งนี้ต้องดูสเปกของกล้องด้วยนะครับว่าค่า FPS ที่ระบุมานั้น เป็นค่า FPS ที่ทำได้ที่ระดับความละเอียดภาพเท่าไหร่ เพราะค่า FPS สูงสุดที่ทำได้ก็ควรจะทำได้ที่ความละเอียดภาพสูงสุดที่กล้องทำได้ เช่น กล้องความละเอียด FULL HD ก็ควรที่จะทำ 30FPS ได้ที่ค่าความละเอียด FULL HD ถึงจะถูกต้อง เพราะมีกล้องติดรถยนต์ที่อาจจะคุณภาพไม่ดีหลอกมาในสเปกได้ว่าทำ FPS ได้สูงจริง แต่ที่ระดับความละเอียดต่ำนั่นเอง

    3. ถ่ายวิดีโอเวลากลางคืนหรือสภาวะที่มีแสงน้อยได้ดี

    การใช้งานในสภาวะที่มีแสงน้อยหรือเวลากลางคืนนั้น จำเป็นและมีความสำคัญไม่แพ้กับคุณภาพของวิดีโอที่ได้ เพราะเมื่อเริ่มบันทึกภาพก็ต้องบันทึกไปตลอดการเดินทาง  เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นเวลาไหน กล้องติดรถยนต์ที่สามารถใช้งานในสภาวะที่มีแสงน้อย หรือเวลากลางคืนได้ดีจึงต้องมีตัวช่วย ระดับพื้นฐานสุดๆ ก็ต้องมีอินฟาเรด ซึ่งเราจะพบได้ในกล้องติดรถยนต์รุ่นล่างๆ ราคาประหยัดก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง

    แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดและควรจะต้องมีก็คือ ฟังก์ชันที่เรียกว่า WDR ( Wide Dynamic Range ) ซึ่งเป็นฟังก์ชันเดียวกันกับที่มีอยู่ในกล้องวงจรปิดที่ติดกันตามบ้าน สำนักงาน หรือตามท้องถนนนั่นเอง จะช่วยทำให้การบันทึกภาพเวลากลางคืน (Night Shot) หรือสภาวะที่มีแสงน้อยให้สว่างขึ้น และลดแสงบนท้องถนนที่มากเกินไป ทำให้ได้ภาพที่มีรายละเอียดมากขึ้น ดูรู้เรื่องว่าเป็นภาพอะไรทั้งที่มีแสงน้อย โดยหลักการทำงานก็คือ กล้องจะถ่ายภาพซ้อนกัน 2 ภาพในเวลาเดียวกัน โดยภาพแรกถ่ายออกมาเป็นภาพดูมืดดำ เหมือนมีแสงน้อย และอีกรูปถ่ายให้มีความสว่างมากกว่าสภาวะปกติ แล้วนำภาพที่ได้มาซ้อนกัน ช่วยให้กล้องเก็บรายละเอียดภาพได้มากกว่าการบันทึกภาพปกติที่ไม่มีฟังก์ชัน WDR ฉะนั้นแล้วเลือกซื้อกล้องติดรถยนต์ควรเลือกรุ่นที่มีฟังก์ชัน WDR มาด้วยนะครับ

    4. รูรับแสงสำคัญพอกัน

    รูรับแสง หรือ Lens Aperture ของกล้องติดรถยนต์มีความหมายเดียวกันกับของกล้องถ่ายรูป เป็นตัวควบคุมปริมาณแสงที่จะวิ่งผ่านรูนี้เข้าไปในกล้อง มีหน่วยเรียกว่า “F” หรือศัพท์ของช่างภาพเรียกกันคือ “ค่า F/Stop” ใช้ตัวเลขกำกับแสดงขนาดของรูรับแสง ค่าตัวเลข F น้อย รูรับแสงกว้าง แสงเข้าได้มาก ภาษากล้องเรียกว่า ชัดตื้น คือให้ช่วงระยะชัดของภาพน้อย จะให้ภาพที่คมชัดมากที่สุดตรงจุดโฟกัส ในขณะที่หากค่าตัวเลข F มาก รูรับแสงแคบลง แสงเข้าได้น้อย เรียกว่าชัดลึก คือให้ช่วงระยะชัดของภาพมาก ภาพที่ได้จะคมชัดเท่ากันทั้งภาพ

    หากเป็นในเรื่องของการถ่ายภาพแล้ว ไม่ว่าจะค่า F น้อย ทำให้ชัดตื้น หรือค่า F มาก ทำให้ชัดลึก นั้นต่างก็มีข้อดีแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ว่าจะถ่ายภาพอะไร แต่สำหรับกล้องติดรถยนต์แล้ว ค่า F มาก ทำให้ชัดลึกคมชัดทั้งภาพ เหมาะสมกับการใช้งานมากกว่า โดยส่วนใหญ่ถ้าเป็นกล้องติดรถยนต์ที่มีแบรนด์ คุณภาพดี ก็จะระบุค่า Lens Aperture มาในสเปกให้ทราบด้วย

    5. มุมมองของกล้องที่ใช้งานได้จริง

    มุมมองของกล้องก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ การที่กล้องมีมุมมองกว้างมากเกินไปก็ใช่ว่าจะดีไปเสียหมดนะครับ ที่กล่าวแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่ากล้องที่มีมุมมองแคบนั้นจะดีกว่าด้วยเช่นกัน มันควรต้องอยู่ตรงกลางความพอดีที่ใช้งานได้จริง หากกล้องมีมุมมองแคบเกินไป ก็อาจจะครอบคลุมหน้ารถได้ไม่หมด โดยเฉพาะรถยุโรป กล้องที่มีมุมมองกว้างมาก ก็ช่วยให้เก็บรายละเอียดทั้งสองข้างทางของภาพได้มากกว่าก็จริง แต่ส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบกับภาพวิดีโอหรือภาพนิ่งด้านหน้าตรงที่บันทึก เพราะลักษณะของภาพที่ได้จะเหมือนถูกซูมออกมา ภาพตรงกลางจะถูกบีบเพื่อเก็บภาพด้านข้างได้มากขึ้น จึงไม่ชัดเท่าที่ควร และยังทำให้ระยะของภาพผิดเพี้ยน ดูไกลขึ้นกว่าระยะจริงที่เกิดขึ้น

    หากนึกว่าไม่ออกก็ลองนึกถึงภาพที่ได้จากเลนส์กล้อง Fish Eye จะออกมาแนวๆ นั้นเลยครับ  อีกอย่างหนึ่งอย่าลืมครับว่า เราติดกล้องเพื่อ ป้องกันรถเราเอง ฉะนั้น ภาพด้านหน้าตรงจึงมีความสำคัญที่สุด เลือกกล้องติดรถยนต์ที่มีมุมมองกว้างเป็นเรื่องดี แต่ต้องให้แน่ใจว่าภาพด้านหน้าตรงต้องคมชัด ไม่ผิดเพี้ยนนะครับ ซึ่งกล้องติดรถยนต์ที่มีคุณภาพดีจริงในระดับหนึ่งขึ้นไป สามารถทำได้ครับ

    6. ระบบ G-sensor เก็บได้ทุกเหตุการณ์

    เบรกรถกะทันหัน รถเกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดเหตุอะไรก็ตามแต่ แน่นอนว่ามันจะต้องมีแรงสั่นสะเทือนหรือแรงกระแทกเกิดขึ้น ระบบ G-Sensor (หรืออาจจะมาในชื่อเรียกอื่น) ที่ติดมากับกล้อง จะทำหน้าที่ตรวจจับแรงสั่นสะเทือน หรือแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้มาเพื่อทำการล็อกไฟล์วิดีโอที่บันทึกอยู่ในช่วงเวลานั้น เพื่อแยกออกมาเก็บเป็นไฟล์พิเศษต่างหากจากช่วงเวลาที่บันทึกปกติ และจะถูกป้องกันไม่ให้ช่วงเวลาดังกล่าวถูกบันทึกวนซ้ำเมื่อหน่วยความจำเต็ม ถึงแม้ลบด้วยคอมพิวเตอร์ก็ทำไม่ได้ ต้องฟอร์แมตการ์ดความจำสถานเดียวจึงจะลบออกได้ ทำให้เรานำมาตรวจสอบย้อนหลังได้สะดวกไม่เสียเวลา ระบบนี้จึงมีความสำคัญและถือเป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่กล้องติดรถยนต์ต้องมีนะครับ

    นอกจากนี้แล้วยังมีอีก 1 ฟังก์ชันที่ทำงานคล้ายๆ กับระบบ G-sensor นั่นคือ Emergency button หรือปุ่มบันทึกภาพฉุกเฉิน โดยมันจะทำหน้าที่บันทึกภาพโดยล็อกเป็นไฟล์วิดีโอแยกออกมาเช่นเดียวกับระบบ G-sensor แต่มันจะเริ่มทำงานด้วยการสั่งบันทึกจากการกดปุ่ม Emergency button แทน เพื่อไว้สำหรับเหตุการณ์พิเศษที่เรารับรู้ได้แต่ต้องการบันทึกเอาไว้นั่นเอง

    7. ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว (Motion detect)

    ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว ( Motion detect ) จะทำงานทันทีเมื่อมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นผ่านหน้ากล้องหรือหน้ารถยนต์ของเรา โดยจะบันทึกเป็นไฟล์วิดีโอออกมาเก็บไว้ในทุกๆ การเคลื่อนไหวที่ตรวจจับได้ ไฟล์ที่ได้จะมีขนาดเล็กและมีเฟรมเรทที่ต่ำเพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองพื้นที่ของการ์ดหน่วยความจำ เจ้าระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว ( Motion detect ) เราจะได้ใช้งานมันก็ต่อเมื่อเราเปิดกล้องทิ้งไว้เฉยๆ แต่ไม่ได้ทำการบันทึกภาพวิดีโอไว้นั่นเองครับ เช่นขณะรถติดหรือเราจอดรถทิ้งไว้เฉยๆ ที่ลานจอดรถ และต้องการที่จะรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะรถจอดอยู่เฉยๆ ว่ามีใครมาทำอะไรกับรถเราบ้างนั่นเอง แต่การจะใช้ระบบดังกล่าวนี้ ตัวกล้องจำเป็นต้องมีไฟเลี้ยงตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์จ่ายไฟให้กล้องอย่าง power bank ต่อกับกล้องไว้ตลอดเวลา

    8. ใช้แบตเตอรี่แบบใด

    กล้องติดรถยนต์มีทั้งรุ่นที่มีแบตเตอรี่ในตัว สามารถจ่ายไฟให้ตัวเองใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องต่อไฟจากที่จุดบุหรี่ สะดวกเวลาใช้งานโดยที่ไม่ต้องต่อไฟเพิ่ม กับกล้องอีกแบบคือไม่มีแบตเตอรี่ในตัวเอง แต่จะมีคาปาติเตอร์ ( (Dual SuperCap) เป็นตัวเก็บประจุไฟ ทำหน้าที่เสมือนแบตเตอรี่สำรองเท่านั้น โดยจะค่อยๆ ปล่อยกระแสไฟออกมาอย่างช้าๆ เพื่อให้กล้องติดรถยนต์บันทึกวิดีโอได้เสร็จสมบูรณ์เมื่อดับเครื่องยนต์ เพื่อไม่ให้วิดีโอที่บันทึกเกความเสียหาย แต่ไม่สามารถจ่ายไฟให้กล้องติดรถยนต์ทำงานได้เหมือนแบตเตอรี่  ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะไม่ดี เพราะถ้าไม่ต่อไฟจากที่จุดบุหรี่ก็จะไม่สามารถใช้งานได้

    แต่ที่จริงแล้วมันมีข้อดีอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่มากวนใจ เช่น แบตเสื่อม แบตบวมเก็บไฟไม่อยู่ ซึ่งมันเกิดขึ้นแน่นอน ด้วยคุณภาพของตัวแบตเตอรี่เองที่ก็คงจะไม่ได้ดีอะไรมากมายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และที่หนีไม่พ้นแน่นอนก็คือเรื่องของความร้อนจากแบตเตอรี่ที่เกิดจากการใช้งาน ในการติดตั้งใช้งานหน้ากระจกรถก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องแดดที่ต้องส่องมาโดนตัวกล้องอย่างเลี่ยงไม่ได้อีก ก็จะยิ่งทำให้กล้องร้อนง่ายกันไปใหญ่ ส่งผลทำให้กล้องรวน ถึงขนาดที่ไม่สามารถใช้งานได้ และก็เป็นที่น่าสังเกตว่ากล้องติดรถยนต์ที่มีคุณภาพดี ราคาสูง ส่วนใหญ่จะไม่มีแบตเตอรี่ภายในนะครับ แต่จะมีคาปาซิเตอร์มาแทน

    9. การรับประกันและบริษัทนำเข้า

    กล้องติดรถยนต์เป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่สามารถใช้สโลแกนที่ว่า คุณภาพตามราคาได้เช่นกัน น้อยนักครับที่กล้องติดรถยนต์ที่มีราคาจำหน่ายถูกมากจะให้คุณภาพดี รวมไปถึงความทนทานในการใช้งานจริงด้วย กล้องติดรถยนต์ในท้องตลาดมีให้เลือกซื้ออยู่หลายระดับราคา รวมไปถึงสินค้าปลอมก็มีออกมามากด้วยเช่นกัน อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราได้กล้องวิดีโอที่มีคุณภาพมาใช้ คือเลือกแบรนด์ที่มีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยที่แน่นอน ไม่ใช่มีเพียงหน้าร้านหรือร้านค้าออนไลน์ที่สั่งของจากผู้ผลิตโดยตรงมาจำหน่าย อย่าเห็นแก่ราคาถูกเป็นสำคัญ เพราะนอกจากจะมีคุณภาพที่ไม่ค่อยดีแล้ว มันมักจะไม่ทน และไม่มีการรับประกันอะไรที่แน่นอน เลือกซื้อแบรนด์ที่มีตัวแทนจำหน่ายแน่นอน ก็จะได้รับการรับประกันที่แน่นอนตามมาด้วยเช่นกัน คือเสียแล้วก็สามารถส่งซ่อมส่งเคลมกันได้ มิใช่เสียแล้วต้องทิ้งสถานเดียวครับ

    10. บททดสอบจากผู้ใช้จริง

    ข้อพิจารณาในการเลือกซื้อกล้องติดรถยนต์ที่ควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาไว้ไม่แพ้กับข้ออื่นก็คือ บททดสอบการใช้งานจริงของกล้องรุ่นนั้นๆ ที่เราสนใจนี่ล่ะครับ นำชื่อรุ่นกล้องติดรถยนต์ที่เราสนใจเข้าไปค้นหาวิดีโอรีวิวใน youtube.com ส่วนใหญ่จะพบว่ามีผู้ใช้จริงจำนวนไม่น้อยอัพโหลดวิดีโอเหล่านั้นขึ้นไปให้เราเลือกชมกันได้เลย ไม่ใช่ดูจากวิดีโอที่ถ่ายทำจากเว็บของกล้องรุ่นนั้นเพียงอย่างเดียว เพราะอาจจะมีการปรับแต่งให้ดูสวยงามไว้ก็เป็นได้ครับ และบางทีสเปกที่ระบุมาอาจจะเกินจริงหรือบอกไม่หมด ภาพวิดีโอจากผู้ใช้ทดสอบไว้นี่ล่ะครับ จะเป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีเลย หรือหากหาวิดีโอทดสอบไม่ได้จริง ก็ไปทำการทดสอบถ่ายจริง หรือเล่นของจริงที่ร้านตัวแทนจำหน่าย ว่าทำได้จริงตามสเปกระบุไว้หรือไม่ คุณภาพของวิดีโอที่ได้นั้นดีแค่ไหน

    ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราควรจะใช้พิจารณาในการเลือกหากล้องติดรถยนต์ที่ดีมีคุณภาพมาใช้จริงได้เลยครับ แต่ในบางรายละเอียดเช่น ขนาดรูรับแสง มุมมอง อาจจะไม่ได้ระบุมาในสเปก หากเป็นเช่นนั้น เบื้องต้นก็ให้สงสัยไว้ได้เลยครับว่า กล้องรุ่นนั้นอาจไม่น่าสนใจเท่าที่ควร เพราะสเปกที่ผู้ซื้อควรรู้เพื่อที่จะบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของกล้อง กลับไม่ระบุมาในสเปกเหมือนตั้งใจจะปกปิด แต่ถึงกระนั้นก็คงจะระบุเจาะจงไปไม่ได้เสียทีเดียวว่ากล้องติดรถยนต์รุ่นนั้นจะไม่ดีซะทีเดียว คงจะต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ พิจารณาควบคู่กันไปด้วย

    กล้องติดรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันยังมีฟังก์ชันพิเศษเสริมการทำงานเพิ่มเข้ามาด้วยอีกมากมาย ที่เห็นเด่นๆ เลยก็คือระบบ GPS ที่จะช่วยระบุพิกัดตำแหน่งที่เราเดินทาง ความเร็วที่ใช้ในการขับขี่ได้ ซึ่งเป็นคนละระบบกับ GPS ที่ใช้นำทางนะครับ มันเป็นระบบ GPS ที่รับสัญญาณมาเหมือนกัน แต่นำสัญญาณที่ได้มาประมวลผลใช้งานแตกต่างกัน กล้องติดรถยนต์จะมี GPS มาด้วยหรือไม่มีนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรา

    นอกจากฟังก์ชัน GPS ก็ยังมีฟังก์ชันอื่นๆ อีกเพียบที่เพิ่มลูกเล่นให้เข้ากับกล้องติดรถยนต์รุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนเมื่อขับออกนอกเลนส์ที่วิ่งอยู่, แจ้งเตือนเมื่อขับเข้าใกล้ท้ายรถคันหน้ามากเกินไป, เตือนกล้องจำกัดความเร็ว, แจ้งเตือนรถคันหน้าเคลื่อนที่, แจ้งเตือนเปิดไฟหน้า และฟังก์ชันอื่นๆ อีกมากมาย ในอนาคตก็คงจะมีเพิ่มออกมามากกว่านี้ ถามว่าจำเป็นไหมกับฟังก์ชันเหล่านี้ ก็คงต้องย้อนกลับไปดูที่การใช้งานว่าเราต้องการใช้งานฟังก์ชันเหล่านี้หรือไม่ เพราะหากไม่ใช่แล้ว เราอาจจะรำคาญเมื่อฟังก์ชันเหล่านี้ทำงานหรือเปล่า เพราะถึงไม่มีมันก็ไม่ได้ทำให้กล้องมีคุณภาพแย่กว่าเดิม เพราะมันคือฟังก์ชันเสริมเท่านั้น

    ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในการใช้กล้องติดรถยนต์

    หากได้กล้องติดรถยนต์ที่มีคุณภาพแล้ว ปัญหาด้านความคมชัด คุณภาพวิดีโอที่ได้คงไม่มีมากวนใจเป็นแน่ แต่ก็อาจจะมีปัญหาอย่างอื่นมากวนใจแทน ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการใช้งานจริง พอจะสรุปคร่าวๆ ออกมาได้ดังนี้

    – เมโมรีการ์ดไม่รองรับ เพราะความเร็วไม่พอ นอกจากเราจะคำนึงถึงขนาดความจุของเมโมรีการ์ดแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ความเร็วในการทำงานของมัน ที่จะแบ่งเป็นคลาส เราต้องเลือกให้เหมาะสมกับกล้องที่เราใช้ โดยปกติแล้วการบันทึกวิดีโอระดับ FULL HD จำเป็นจะต้องใช้เมโมรีการ์ดที่เป็น class 10 เท่านั้นถึงจะเร็วพอ หากเราใช้ต่ำกว่าก็อาจจะไม่สามารถบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงได้

    – กล้องบันทึกซ้ำไม่ได้ ฟังก์ชันบันทึกวนซ้ำทับกับไฟล์วิดีโอเดิม ถือเป็นฟังก์ชันพื้นฐานของกล้องติดรถยนต์ที่มีอยู่แล้ว แต่ในการใช้งานจริงเราอาจจะหลงลืมเปิดฟังก์ชันนี้ไปก็ทำให้ไม่สามารถบันทึกวนได้ และแจ้งว่าเมโมรีการ์ดเต็มก็เป็นไปได้

    – ชาร์จไฟไม่เข้า แบตเตอรี่เสื่อม กล้องติดรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ภายใน เมื่อใช้ไปได้สักระยะก็จะพบกับปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมได้ เพราะด้วยความร้อนจากตัวแบตเตอรี่เอง บวกกับความร้อนกระจกหน้ารถที่มาโดนตัวกล้องเกือบตลอดเวลา วิธีแก้ปัญหาดังกล่าวนี้คือ เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้ว ก็ควรถอดที่ชาร์จออกทันที ไม่ควรต่อชาร์จทิ้งไว้ และเมื่อไม่ได้ใช้กล้องเป็นเวลานานก็ควรที่จะถอดเก็บเพื่อไม่ให้โดนแดด หรืออาจจะหาอะไรปิดป้องกันแสงแดดไม่ให้โดนตัวกล้องก็ดีครับ

    ฝากไว้อีกสักนิด กล้องติดรถยนต์ ไมใช่ Action Camera

    ผมเชื่อว่าอาจจะมีผู้อ่านหลายท่านสับสนระหว่างกล้องติดรถยนต์กับ Action Camera ว่ามันเป็นชนิดเดียวกันหรือไม่ ในเมื่อก็เป็นกล้องถ่ายวิดีโอเช่นเดียวกัน คำตอบก็คือมันเป็นคนละชนิดกันครับ และไม่ควรจะนำมาใช้งานทดแทนกัน เพราะต่างก็มีฟังก์ชันการทำงานที่ต่างกันเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานตามแบบของมันเอง กล้องติดรถยนต์มีฟังก์ชันบันทึกภาพวนซ้ำ มีระบบ G-Sensor และระบบ Motion detect ที่เป็นฟังก์ชันพื้นฐานสำคัญ

    ในขณะที่กล้อง Action Camera จะไม่มีฟังก์ชันดังที่กล่าวมานี้เลย ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกภาพรวมถึงคุณภาพของวิดีโอที่ได้จาก Action Camera นั้นจะเหนือกว่ากล้องติดรถยนต์อยู่ก็ตาม แต่หากไม่มีฟังก์ชันพื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้แล้ว จะมีประโยชน์อะไร และที่สำคัญอีกอย่างคือ กล้อง Action Camera มีราคาที่สูงกว่ากล้องติดรถยนต์มากทีเดียว



    10วิธีเลือกกล้องติดรถยนต์ พยานปากเอก ชี้ตัวใครผิด ใครถูก..


  • PROMOTION %
  • 27 พ.ค. 2560, 15:33
  • 10วิธีเลือกกล้องติดรถยนต์ พยานปากเอก ชี้ตัวใครผิด ใครถูก..

     

    อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ทันคาดคิด แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแต่ก็ไม่มีใครห้ามได้เช่นกัน ทุกวันนี้สังคมไทยต้องยอมรับกันว่าผู้ใช้รถใช้ถนนต่างก็ไม่ค่อยจะมีน้ำใจต่อกัน นิดๆ หน่อยๆ ก็ใช้อารมณ์และโทสะนำหน้าปะทะกันจนเกินกว่าเหตุกลายเป็นเรื่องราวบานปลายใหญ่โต นำคลิปมาเผยแพร่ลงโซเชียลกันเสียวุ่นวายว่าใครเป็นฝ่ายถูก ใครเป็นฝ่ายผิดเพราะชั่วโมงนั้นคงไม่มีหลักฐานใดสำคัญไปกว่าภาพบันทึกเหตุการณ์ที่ได้จากกล้องติดรถยนต์ ที่ใช้เป็นพยานปากเอกในการชี้วัดถึงต้นเหตุและความรุนแรงที่ละเมิดต่อร่างกายและทรัพย์สิน ดังนั้นคุณภาพของกล้องติดรถยนต์จึงความสำคัญเป็นอย่างมาก การพิจารณาเลือกกล้องติดรถยนต์สักตัวมีหลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อยังไงบ้าง

     

     

    1. ความละเอียดของวิดีโอในการบันทึก

    วิธีเลือกกล้องติดรถยนต์

    คุณภาพของวิดีโอที่บันทึกได้เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ จะนำไปใช้งานจริงได้หรือไม่ก็อยู่ที่ตรงนี้ ปัจจุบันความละเอียดของกล้องติดรถยนต์ควรต้องอยู่ที่ระดับ FULL HD (1080p) หรือ HD Ready (720p) เป็นมาตรฐานครับ เพราะที่ความละเอียดระดับนี้ เราสามารถที่จะนำภาพวิดีโอที่ได้ไปใช้งานจริงได้อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน แต่การจะได้มาซึ่งความละเอียดระดับ FULL HD แท้ๆ หรือไม่นั้น มีองค์ประกอบหลักนั่นก็คือ เลนส์ และชิปประมวลผลที่ต้องทำงานควบคู่กัน เพียงสเปกที่ระบุไว้ว่ารองรับได้ถึง FULL HD เวลาใช้งานจริงอาจจะทำได้เพียง 480p ก็อาจเป็นได้

    ฉะนั้น กล้องติดรถยนต์รุ่นไหนมีระบุมาในสเปกชัดเจนถึงเลนส์และรุ่นของชิปประมวลผลที่ใช้ได้ก็จะดีมาก แล้วนำรุ่นของชิปประมวลผลที่ใช้ไปค้นหาใน google.com อีกครั้ง เราจะรู้เลยครับว่าชิปประมวลรุ่นนี้รองรับการถ่ายวิดีโอ FULL HD จริงหรือไม่ เป็นข้อพิจารณาเบื้องต้นได้เลย โดยส่วนใหญ่แล้วกล้องติดรถยนต์ที่เป็นแบรนด์มาตรฐาน มีคุณภาพดีในระดับหนึ่งนั้นจะบอกรายละเอียดต่างๆเหล่านี้มาในสเปกอยู่แล้ว

    2. FPS สูง ภาพเคลื่อนไหวที่สมจริง ลื่นไหล

    ภาพคมชัด แต่เคลื่อนไหวไม่สมูทก็คงไม่ดีเป็นแน่ เราจะรู้ได้ว่ากล้องติดรถยนต์รุ่นไหนให้ภาพเคลื่อนไหวที่สมจริง ลื่นไหล ต้องดูที่ค่า FPS ย่อมาจาก Frame Per Second แปลเป็นไทยว่า อัตราเฟรมภาพต่อวินาที เป็นหน่วยวัดการบันทึกภาพนิ่งของภาพเคลื่อนไหวในกล้องวิดีโอต่อ 1 นาที เช่น 25 FPS หมายถึง ใน 1 วินาที จะมีภาพนิ่งถูกบันทึกต่อเนื่องกัน 25 ภาพ แน่นอนว่าค่า FPS มากจะส่งผลให้ภาพเคลื่อนไหวที่ได้มีความต่อเนื่อง ดูลื่นไหล แต่หากค่า FPS ต่ำ ภาพเคลื่อนไหวจะดูกระตุกไม่ต่อเนื่องนั่นเองครับ สำหรับกล้องติดรถยนต์แล้ว ค่า FPS ที่สูงเกินไปอาจจะมีผลเสียมากว่าผลดี เพราะทำให้สิ้นเปลืองการ์ดความจำมากกว่าปกติ เพราะไฟล์วิดีโอที่ได้จะมีขนาดใหญ่มาก

    ถ้าจะให้ดี ค่า FPS สำหรับกล้องติดรถยนต์จึงไม่ควรสูงมากจนเกินไป ที่ระดับ 30 FPS หรืออย่างต่ำสุดก็อย่าน้อยไปกว่า 25 FPS ก็จะเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ทั้งนี้ต้องดูสเปกของกล้องด้วยนะครับว่าค่า FPS ที่ระบุมานั้น เป็นค่า FPS ที่ทำได้ที่ระดับความละเอียดภาพเท่าไหร่ เพราะค่า FPS สูงสุดที่ทำได้ก็ควรจะทำได้ที่ความละเอียดภาพสูงสุดที่กล้องทำได้ เช่น กล้องความละเอียด FULL HD ก็ควรที่จะทำ 30FPS ได้ที่ค่าความละเอียด FULL HD ถึงจะถูกต้อง เพราะมีกล้องติดรถยนต์ที่อาจจะคุณภาพไม่ดีหลอกมาในสเปกได้ว่าทำ FPS ได้สูงจริง แต่ที่ระดับความละเอียดต่ำนั่นเอง

    3. ถ่ายวิดีโอเวลากลางคืนหรือสภาวะที่มีแสงน้อยได้ดี

    การใช้งานในสภาวะที่มีแสงน้อยหรือเวลากลางคืนนั้น จำเป็นและมีความสำคัญไม่แพ้กับคุณภาพของวิดีโอที่ได้ เพราะเมื่อเริ่มบันทึกภาพก็ต้องบันทึกไปตลอดการเดินทาง  เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นเวลาไหน กล้องติดรถยนต์ที่สามารถใช้งานในสภาวะที่มีแสงน้อย หรือเวลากลางคืนได้ดีจึงต้องมีตัวช่วย ระดับพื้นฐานสุดๆ ก็ต้องมีอินฟาเรด ซึ่งเราจะพบได้ในกล้องติดรถยนต์รุ่นล่างๆ ราคาประหยัดก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง

    แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดและควรจะต้องมีก็คือ ฟังก์ชันที่เรียกว่า WDR ( Wide Dynamic Range ) ซึ่งเป็นฟังก์ชันเดียวกันกับที่มีอยู่ในกล้องวงจรปิดที่ติดกันตามบ้าน สำนักงาน หรือตามท้องถนนนั่นเอง จะช่วยทำให้การบันทึกภาพเวลากลางคืน (Night Shot) หรือสภาวะที่มีแสงน้อยให้สว่างขึ้น และลดแสงบนท้องถนนที่มากเกินไป ทำให้ได้ภาพที่มีรายละเอียดมากขึ้น ดูรู้เรื่องว่าเป็นภาพอะไรทั้งที่มีแสงน้อย โดยหลักการทำงานก็คือ กล้องจะถ่ายภาพซ้อนกัน 2 ภาพในเวลาเดียวกัน โดยภาพแรกถ่ายออกมาเป็นภาพดูมืดดำ เหมือนมีแสงน้อย และอีกรูปถ่ายให้มีความสว่างมากกว่าสภาวะปกติ แล้วนำภาพที่ได้มาซ้อนกัน ช่วยให้กล้องเก็บรายละเอียดภาพได้มากกว่าการบันทึกภาพปกติที่ไม่มีฟังก์ชัน WDR ฉะนั้นแล้วเลือกซื้อกล้องติดรถยนต์ควรเลือกรุ่นที่มีฟังก์ชัน WDR มาด้วยนะครับ

    4. รูรับแสงสำคัญพอกัน

    รูรับแสง หรือ Lens Aperture ของกล้องติดรถยนต์มีความหมายเดียวกันกับของกล้องถ่ายรูป เป็นตัวควบคุมปริมาณแสงที่จะวิ่งผ่านรูนี้เข้าไปในกล้อง มีหน่วยเรียกว่า “F” หรือศัพท์ของช่างภาพเรียกกันคือ “ค่า F/Stop” ใช้ตัวเลขกำกับแสดงขนาดของรูรับแสง ค่าตัวเลข F น้อย รูรับแสงกว้าง แสงเข้าได้มาก ภาษากล้องเรียกว่า ชัดตื้น คือให้ช่วงระยะชัดของภาพน้อย จะให้ภาพที่คมชัดมากที่สุดตรงจุดโฟกัส ในขณะที่หากค่าตัวเลข F มาก รูรับแสงแคบลง แสงเข้าได้น้อย เรียกว่าชัดลึก คือให้ช่วงระยะชัดของภาพมาก ภาพที่ได้จะคมชัดเท่ากันทั้งภาพ

    หากเป็นในเรื่องของการถ่ายภาพแล้ว ไม่ว่าจะค่า F น้อย ทำให้ชัดตื้น หรือค่า F มาก ทำให้ชัดลึก นั้นต่างก็มีข้อดีแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ว่าจะถ่ายภาพอะไร แต่สำหรับกล้องติดรถยนต์แล้ว ค่า F มาก ทำให้ชัดลึกคมชัดทั้งภาพ เหมาะสมกับการใช้งานมากกว่า โดยส่วนใหญ่ถ้าเป็นกล้องติดรถยนต์ที่มีแบรนด์ คุณภาพดี ก็จะระบุค่า Lens Aperture มาในสเปกให้ทราบด้วย

    5. มุมมองของกล้องที่ใช้งานได้จริง

    มุมมองของกล้องก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ การที่กล้องมีมุมมองกว้างมากเกินไปก็ใช่ว่าจะดีไปเสียหมดนะครับ ที่กล่าวแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่ากล้องที่มีมุมมองแคบนั้นจะดีกว่าด้วยเช่นกัน มันควรต้องอยู่ตรงกลางความพอดีที่ใช้งานได้จริง หากกล้องมีมุมมองแคบเกินไป ก็อาจจะครอบคลุมหน้ารถได้ไม่หมด โดยเฉพาะรถยุโรป กล้องที่มีมุมมองกว้างมาก ก็ช่วยให้เก็บรายละเอียดทั้งสองข้างทางของภาพได้มากกว่าก็จริง แต่ส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบกับภาพวิดีโอหรือภาพนิ่งด้านหน้าตรงที่บันทึก เพราะลักษณะของภาพที่ได้จะเหมือนถูกซูมออกมา ภาพตรงกลางจะถูกบีบเพื่อเก็บภาพด้านข้างได้มากขึ้น จึงไม่ชัดเท่าที่ควร และยังทำให้ระยะของภาพผิดเพี้ยน ดูไกลขึ้นกว่าระยะจริงที่เกิดขึ้น

    หากนึกว่าไม่ออกก็ลองนึกถึงภาพที่ได้จากเลนส์กล้อง Fish Eye จะออกมาแนวๆ นั้นเลยครับ  อีกอย่างหนึ่งอย่าลืมครับว่า เราติดกล้องเพื่อ ป้องกันรถเราเอง ฉะนั้น ภาพด้านหน้าตรงจึงมีความสำคัญที่สุด เลือกกล้องติดรถยนต์ที่มีมุมมองกว้างเป็นเรื่องดี แต่ต้องให้แน่ใจว่าภาพด้านหน้าตรงต้องคมชัด ไม่ผิดเพี้ยนนะครับ ซึ่งกล้องติดรถยนต์ที่มีคุณภาพดีจริงในระดับหนึ่งขึ้นไป สามารถทำได้ครับ

    6. ระบบ G-sensor เก็บได้ทุกเหตุการณ์

    เบรกรถกะทันหัน รถเกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดเหตุอะไรก็ตามแต่ แน่นอนว่ามันจะต้องมีแรงสั่นสะเทือนหรือแรงกระแทกเกิดขึ้น ระบบ G-Sensor (หรืออาจจะมาในชื่อเรียกอื่น) ที่ติดมากับกล้อง จะทำหน้าที่ตรวจจับแรงสั่นสะเทือน หรือแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้มาเพื่อทำการล็อกไฟล์วิดีโอที่บันทึกอยู่ในช่วงเวลานั้น เพื่อแยกออกมาเก็บเป็นไฟล์พิเศษต่างหากจากช่วงเวลาที่บันทึกปกติ และจะถูกป้องกันไม่ให้ช่วงเวลาดังกล่าวถูกบันทึกวนซ้ำเมื่อหน่วยความจำเต็ม ถึงแม้ลบด้วยคอมพิวเตอร์ก็ทำไม่ได้ ต้องฟอร์แมตการ์ดความจำสถานเดียวจึงจะลบออกได้ ทำให้เรานำมาตรวจสอบย้อนหลังได้สะดวกไม่เสียเวลา ระบบนี้จึงมีความสำคัญและถือเป็นฟังก์ชันพื้นฐานที่กล้องติดรถยนต์ต้องมีนะครับ

    นอกจากนี้แล้วยังมีอีก 1 ฟังก์ชันที่ทำงานคล้ายๆ กับระบบ G-sensor นั่นคือ Emergency button หรือปุ่มบันทึกภาพฉุกเฉิน โดยมันจะทำหน้าที่บันทึกภาพโดยล็อกเป็นไฟล์วิดีโอแยกออกมาเช่นเดียวกับระบบ G-sensor แต่มันจะเริ่มทำงานด้วยการสั่งบันทึกจากการกดปุ่ม Emergency button แทน เพื่อไว้สำหรับเหตุการณ์พิเศษที่เรารับรู้ได้แต่ต้องการบันทึกเอาไว้นั่นเอง

    7. ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว (Motion detect)

    ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว ( Motion detect ) จะทำงานทันทีเมื่อมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นผ่านหน้ากล้องหรือหน้ารถยนต์ของเรา โดยจะบันทึกเป็นไฟล์วิดีโอออกมาเก็บไว้ในทุกๆ การเคลื่อนไหวที่ตรวจจับได้ ไฟล์ที่ได้จะมีขนาดเล็กและมีเฟรมเรทที่ต่ำเพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองพื้นที่ของการ์ดหน่วยความจำ เจ้าระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว ( Motion detect ) เราจะได้ใช้งานมันก็ต่อเมื่อเราเปิดกล้องทิ้งไว้เฉยๆ แต่ไม่ได้ทำการบันทึกภาพวิดีโอไว้นั่นเองครับ เช่นขณะรถติดหรือเราจอดรถทิ้งไว้เฉยๆ ที่ลานจอดรถ และต้องการที่จะรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะรถจอดอยู่เฉยๆ ว่ามีใครมาทำอะไรกับรถเราบ้างนั่นเอง แต่การจะใช้ระบบดังกล่าวนี้ ตัวกล้องจำเป็นต้องมีไฟเลี้ยงตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์จ่ายไฟให้กล้องอย่าง power bank ต่อกับกล้องไว้ตลอดเวลา

    8. ใช้แบตเตอรี่แบบใด

    กล้องติดรถยนต์มีทั้งรุ่นที่มีแบตเตอรี่ในตัว สามารถจ่ายไฟให้ตัวเองใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องต่อไฟจากที่จุดบุหรี่ สะดวกเวลาใช้งานโดยที่ไม่ต้องต่อไฟเพิ่ม กับกล้องอีกแบบคือไม่มีแบตเตอรี่ในตัวเอง แต่จะมีคาปาติเตอร์ ( (Dual SuperCap) เป็นตัวเก็บประจุไฟ ทำหน้าที่เสมือนแบตเตอรี่สำรองเท่านั้น โดยจะค่อยๆ ปล่อยกระแสไฟออกมาอย่างช้าๆ เพื่อให้กล้องติดรถยนต์บันทึกวิดีโอได้เสร็จสมบูรณ์เมื่อดับเครื่องยนต์ เพื่อไม่ให้วิดีโอที่บันทึกเกความเสียหาย แต่ไม่สามารถจ่ายไฟให้กล้องติดรถยนต์ทำงานได้เหมือนแบตเตอรี่  ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะไม่ดี เพราะถ้าไม่ต่อไฟจากที่จุดบุหรี่ก็จะไม่สามารถใช้งานได้

    แต่ที่จริงแล้วมันมีข้อดีอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่มากวนใจ เช่น แบตเสื่อม แบตบวมเก็บไฟไม่อยู่ ซึ่งมันเกิดขึ้นแน่นอน ด้วยคุณภาพของตัวแบตเตอรี่เองที่ก็คงจะไม่ได้ดีอะไรมากมายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และที่หนีไม่พ้นแน่นอนก็คือเรื่องของความร้อนจากแบตเตอรี่ที่เกิดจากการใช้งาน ในการติดตั้งใช้งานหน้ากระจกรถก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องแดดที่ต้องส่องมาโดนตัวกล้องอย่างเลี่ยงไม่ได้อีก ก็จะยิ่งทำให้กล้องร้อนง่ายกันไปใหญ่ ส่งผลทำให้กล้องรวน ถึงขนาดที่ไม่สามารถใช้งานได้ และก็เป็นที่น่าสังเกตว่ากล้องติดรถยนต์ที่มีคุณภาพดี ราคาสูง ส่วนใหญ่จะไม่มีแบตเตอรี่ภายในนะครับ แต่จะมีคาปาซิเตอร์มาแทน

    9. การรับประกันและบริษัทนำเข้า

    กล้องติดรถยนต์เป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่สามารถใช้สโลแกนที่ว่า คุณภาพตามราคาได้เช่นกัน น้อยนักครับที่กล้องติดรถยนต์ที่มีราคาจำหน่ายถูกมากจะให้คุณภาพดี รวมไปถึงความทนทานในการใช้งานจริงด้วย กล้องติดรถยนต์ในท้องตลาดมีให้เลือกซื้ออยู่หลายระดับราคา รวมไปถึงสินค้าปลอมก็มีออกมามากด้วยเช่นกัน อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราได้กล้องวิดีโอที่มีคุณภาพมาใช้ คือเลือกแบรนด์ที่มีตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยที่แน่นอน ไม่ใช่มีเพียงหน้าร้านหรือร้านค้าออนไลน์ที่สั่งของจากผู้ผลิตโดยตรงมาจำหน่าย อย่าเห็นแก่ราคาถูกเป็นสำคัญ เพราะนอกจากจะมีคุณภาพที่ไม่ค่อยดีแล้ว มันมักจะไม่ทน และไม่มีการรับประกันอะไรที่แน่นอน เลือกซื้อแบรนด์ที่มีตัวแทนจำหน่ายแน่นอน ก็จะได้รับการรับประกันที่แน่นอนตามมาด้วยเช่นกัน คือเสียแล้วก็สามารถส่งซ่อมส่งเคลมกันได้ มิใช่เสียแล้วต้องทิ้งสถานเดียวครับ

    10. บททดสอบจากผู้ใช้จริง

    ข้อพิจารณาในการเลือกซื้อกล้องติดรถยนต์ที่ควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาไว้ไม่แพ้กับข้ออื่นก็คือ บททดสอบการใช้งานจริงของกล้องรุ่นนั้นๆ ที่เราสนใจนี่ล่ะครับ นำชื่อรุ่นกล้องติดรถยนต์ที่เราสนใจเข้าไปค้นหาวิดีโอรีวิวใน youtube.com ส่วนใหญ่จะพบว่ามีผู้ใช้จริงจำนวนไม่น้อยอัพโหลดวิดีโอเหล่านั้นขึ้นไปให้เราเลือกชมกันได้เลย ไม่ใช่ดูจากวิดีโอที่ถ่ายทำจากเว็บของกล้องรุ่นนั้นเพียงอย่างเดียว เพราะอาจจะมีการปรับแต่งให้ดูสวยงามไว้ก็เป็นได้ครับ และบางทีสเปกที่ระบุมาอาจจะเกินจริงหรือบอกไม่หมด ภาพวิดีโอจากผู้ใช้ทดสอบไว้นี่ล่ะครับ จะเป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีเลย หรือหากหาวิดีโอทดสอบไม่ได้จริง ก็ไปทำการทดสอบถ่ายจริง หรือเล่นของจริงที่ร้านตัวแทนจำหน่าย ว่าทำได้จริงตามสเปกระบุไว้หรือไม่ คุณภาพของวิดีโอที่ได้นั้นดีแค่ไหน

    ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราควรจะใช้พิจารณาในการเลือกหากล้องติดรถยนต์ที่ดีมีคุณภาพมาใช้จริงได้เลยครับ แต่ในบางรายละเอียดเช่น ขนาดรูรับแสง มุมมอง อาจจะไม่ได้ระบุมาในสเปก หากเป็นเช่นนั้น เบื้องต้นก็ให้สงสัยไว้ได้เลยครับว่า กล้องรุ่นนั้นอาจไม่น่าสนใจเท่าที่ควร เพราะสเปกที่ผู้ซื้อควรรู้เพื่อที่จะบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของกล้อง กลับไม่ระบุมาในสเปกเหมือนตั้งใจจะปกปิด แต่ถึงกระนั้นก็คงจะระบุเจาะจงไปไม่ได้เสียทีเดียวว่ากล้องติดรถยนต์รุ่นนั้นจะไม่ดีซะทีเดียว คงจะต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ พิจารณาควบคู่กันไปด้วย

    กล้องติดรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบันยังมีฟังก์ชันพิเศษเสริมการทำงานเพิ่มเข้ามาด้วยอีกมากมาย ที่เห็นเด่นๆ เลยก็คือระบบ GPS ที่จะช่วยระบุพิกัดตำแหน่งที่เราเดินทาง ความเร็วที่ใช้ในการขับขี่ได้ ซึ่งเป็นคนละระบบกับ GPS ที่ใช้นำทางนะครับ มันเป็นระบบ GPS ที่รับสัญญาณมาเหมือนกัน แต่นำสัญญาณที่ได้มาประมวลผลใช้งานแตกต่างกัน กล้องติดรถยนต์จะมี GPS มาด้วยหรือไม่มีนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรา

    นอกจากฟังก์ชัน GPS ก็ยังมีฟังก์ชันอื่นๆ อีกเพียบที่เพิ่มลูกเล่นให้เข้ากับกล้องติดรถยนต์รุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนเมื่อขับออกนอกเลนส์ที่วิ่งอยู่, แจ้งเตือนเมื่อขับเข้าใกล้ท้ายรถคันหน้ามากเกินไป, เตือนกล้องจำกัดความเร็ว, แจ้งเตือนรถคันหน้าเคลื่อนที่, แจ้งเตือนเปิดไฟหน้า และฟังก์ชันอื่นๆ อีกมากมาย ในอนาคตก็คงจะมีเพิ่มออกมามากกว่านี้ ถามว่าจำเป็นไหมกับฟังก์ชันเหล่านี้ ก็คงต้องย้อนกลับไปดูที่การใช้งานว่าเราต้องการใช้งานฟังก์ชันเหล่านี้หรือไม่ เพราะหากไม่ใช่แล้ว เราอาจจะรำคาญเมื่อฟังก์ชันเหล่านี้ทำงานหรือเปล่า เพราะถึงไม่มีมันก็ไม่ได้ทำให้กล้องมีคุณภาพแย่กว่าเดิม เพราะมันคือฟังก์ชันเสริมเท่านั้น

    ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในการใช้กล้องติดรถยนต์

    หากได้กล้องติดรถยนต์ที่มีคุณภาพแล้ว ปัญหาด้านความคมชัด คุณภาพวิดีโอที่ได้คงไม่มีมากวนใจเป็นแน่ แต่ก็อาจจะมีปัญหาอย่างอื่นมากวนใจแทน ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการใช้งานจริง พอจะสรุปคร่าวๆ ออกมาได้ดังนี้

    – เมโมรีการ์ดไม่รองรับ เพราะความเร็วไม่พอ นอกจากเราจะคำนึงถึงขนาดความจุของเมโมรีการ์ดแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ความเร็วในการทำงานของมัน ที่จะแบ่งเป็นคลาส เราต้องเลือกให้เหมาะสมกับกล้องที่เราใช้ โดยปกติแล้วการบันทึกวิดีโอระดับ FULL HD จำเป็นจะต้องใช้เมโมรีการ์ดที่เป็น class 10 เท่านั้นถึงจะเร็วพอ หากเราใช้ต่ำกว่าก็อาจจะไม่สามารถบันทึกวิดีโอที่ความละเอียดสูงได้

    – กล้องบันทึกซ้ำไม่ได้ ฟังก์ชันบันทึกวนซ้ำทับกับไฟล์วิดีโอเดิม ถือเป็นฟังก์ชันพื้นฐานของกล้องติดรถยนต์ที่มีอยู่แล้ว แต่ในการใช้งานจริงเราอาจจะหลงลืมเปิดฟังก์ชันนี้ไปก็ทำให้ไม่สามารถบันทึกวนได้ และแจ้งว่าเมโมรีการ์ดเต็มก็เป็นไปได้

    – ชาร์จไฟไม่เข้า แบตเตอรี่เสื่อม กล้องติดรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ภายใน เมื่อใช้ไปได้สักระยะก็จะพบกับปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมได้ เพราะด้วยความร้อนจากตัวแบตเตอรี่เอง บวกกับความร้อนกระจกหน้ารถที่มาโดนตัวกล้องเกือบตลอดเวลา วิธีแก้ปัญหาดังกล่าวนี้คือ เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้ว ก็ควรถอดที่ชาร์จออกทันที ไม่ควรต่อชาร์จทิ้งไว้ และเมื่อไม่ได้ใช้กล้องเป็นเวลานานก็ควรที่จะถอดเก็บเพื่อไม่ให้โดนแดด หรืออาจจะหาอะไรปิดป้องกันแสงแดดไม่ให้โดนตัวกล้องก็ดีครับ

    ฝากไว้อีกสักนิด กล้องติดรถยนต์ ไมใช่ Action Camera

    ผมเชื่อว่าอาจจะมีผู้อ่านหลายท่านสับสนระหว่างกล้องติดรถยนต์กับ Action Camera ว่ามันเป็นชนิดเดียวกันหรือไม่ ในเมื่อก็เป็นกล้องถ่ายวิดีโอเช่นเดียวกัน คำตอบก็คือมันเป็นคนละชนิดกันครับ และไม่ควรจะนำมาใช้งานทดแทนกัน เพราะต่างก็มีฟังก์ชันการทำงานที่ต่างกันเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานตามแบบของมันเอง กล้องติดรถยนต์มีฟังก์ชันบันทึกภาพวนซ้ำ มีระบบ G-Sensor และระบบ Motion detect ที่เป็นฟังก์ชันพื้นฐานสำคัญ

    ในขณะที่กล้อง Action Camera จะไม่มีฟังก์ชันดังที่กล่าวมานี้เลย ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกภาพรวมถึงคุณภาพของวิดีโอที่ได้จาก Action Camera นั้นจะเหนือกว่ากล้องติดรถยนต์อยู่ก็ตาม แต่หากไม่มีฟังก์ชันพื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้แล้ว จะมีประโยชน์อะไร และที่สำคัญอีกอย่างคือ กล้อง Action Camera มีราคาที่สูงกว่ากล้องติดรถยนต์มากทีเดียว



    ไอเทมสุดฮิต!! จอใหญ่ ไร้สาย สบายดวงตาด้วย..


  • PROMOTION %
  • 6 พ.ค. 2560, 16:44
  • หากความบันเทิงของคุณถูกจำกัดให้อยู่แค่ในกรอบจอแคบๆ อย่างโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตย่อมทำให้อรรถรสในการรับชมทั้งภาพและเสียงถูกลดทอนลงไปอย่างน่าเสียดาย ยิ่งเป็นฉากไฮไลท์ในซีนละครซีรีย์เกาหลีที่เรากำลังอินแอบลุ้นไปกับพระเอกนางเอก ภาพสวยๆ ฉากซึ้งๆ เพลงเพราะๆ อย่าได้พลาด..ย่อมอยากเห็นเต็มๆ ตา ได้ยินเต็มๆ หู คงดีไม่น้อยหากมีอุปกรณ์ส่งภาพจากอุปกรณ์มือถือสมาร์ทโฟนของเรา ขึ้นไปที่ทีวีจอใหญ่ หรือโปรเจคเตอร์มันคงแจ่ม..แจ๋ว!!! ไม่น้อย^^

     

    จอใหญ่ ไร้สาย สบายดวงตาด้วย!!!

     

    HDMI-WiFi-DONGLE "

     

     

     

     

    heartสัญญาณภาพเนียนไม่สะดุดตอบโจทย์ทุกความบันเทิง  

     

    heartเต็มอรรถรสกับซีรีย์สุดฮอต

     

    heartลุ้นระทึกกับฉากแอคชั่นภาพยนต์เรื่องโปรด

     

    heartเพลิดเพลินกับการ์ตูนเสริมทักษะ..สุดเลิฟของเจ้าตัวเล็ก 

     

     

     

     

    ก้าวล้ำไปอีกขั้นกับ HDMI-WiFi-DONGLE ด้วยเทคโนโลยีไร้สายใหม่ล่าสุด..อุปกรณ์ส่งสัญญาณภาพและเสียงที่เชื่อมต่อไปยังจอทีวี หรือจอโปรเจคเตอร์ ผ่านทางพอร์ต HDMI ซึ่งรองรับความคมชัดได้ในระดับ FULL HD ที่ความละเอียด 1080P ที่ใครๆ ต่างยกนิ้วให้เลยว่าเล่นภาพได้ลื่น ไม่ค้าง ไม่กระตุกทำอารมณ์สะดุดหยุดกึ๊กกก..ลืมการเชื่อมต่อแบบเก่าๆ สายยาวระเกะระกะ เชื่อมต่อได้เฉพาะรุ่น เมื่อได้สัมผัสกับการเชื่อมต่อด้วย HDMI-WiFi-DONGLE ที่ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตทุกระบบทั้ง iOS / Android / Window (ตั้งแต่วินโดว์8)

    หลักการทำงานที่แสนง่ายดาย คือ การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ผ่านระบบไวไฟ ที่จะทำหน้าที่ในการส่งทั้งสัญญาณภาพและเสียงไปยังจอแสดงภาพขนาดใหญ่ เช่น จอTV, LCD, LED, Plasma, Projector และจอภาพในรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีพอร์ท HDMI รองรับการเชื่อมต่อ การใช้งานก็สุดแสนจะง่ายดาย และสะดวกเพียงเสียบอุปกรณ์ Dongle เข้าทางพอร์ท HDMI และเสียบต่อสาย USB จ่ายไฟเข้ากับตัว Dongle ได้ทั้งทางพอร์ทรับ หรืออะแดปเตอร์ปลั้กไฟบ้านก็ได้ โดยใช้กำลังไฟเพียง 5V / 1A ขั้นต่อไปให้ทำการเชื่อมต่อ Dongle ด้วยสัญญาณไวไฟ เพียงเท่านี้ก็สามารถสตรีม (Stream) ทั้งภาพและเสียงเข้าสู่หน้าจอทีวีของคุณได้แล้ว

     

    นับเป็นความสามารถของเจ้าอุปกรณ์ HDMI-WiFi-DONGLE ที่ยอดเยี่ยม!!! ที่จะทำให้ทีวีของคุณสามารถท่องอินเตอร์เน็ต และใช้งานได้เทียบเท่ากับสมาร์ททีวี (Smart TV) รุ่นใหม่ได้เลย..โดยไม่ต้องเสียเงินถอยสมาร์ททีวีเครื่องใหม่ให้สิ้นเปลืองอีกต่อไป

    เอาแบบง่ายๆเลย หลักการของมันก็คือ การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ Smart Device เช่น มือถือ iPhone, iPad, Tablet, Android Device ผ่านระบบ WiFi จากนั้นก็ส่งสัญญาณทั้งภาพและเสียงออกไปที่ จอTV, LCD, LED, Plasma โดยการเชื่อมต่อด้วยช่องHDMIแถมคมชัดระดับ FULL HD อีกตั้งหาก และยังรองรับทั้งระบบปฏิบัติการ iOs (iPhone,iPad) , Android Phone หรือ Android Tablet , คอมพิวเตอร์ทั้งพีซีและโน้ตบุ้คเอาเป็นว่าเหมาหมดทุกแพลทฟอร์มกันเลยทีเดียว..

     

     

     

     

            ข้อจำกัดของการใช้งาน HDTV แบบเก่า

     

    • HDTV พอร์ต USB รองรับเฉพาะรุ่น ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการใช้งานของลูกค้า เนื่องจากปัจจุบันนี้การสำรวจมักพบว่าในครอบครัวหนึ่งๆ นั้นย่อมใช้งานโทรศัพท์สมาร์ทโฟนแตกต่างกันไปแต่ละรุ่น แต่ละระบบ และยี่ห้อ ซึ่งหากอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อเพื่อใช้งานนั้นถูกออกแบบมาแล้วมีข้อจำกัดของพอร์ตยูเอสบี ย่อมหมายถึงปัญหาความยุ่งยากในการเชื่อมต่อพอร์ตที่แตกต่างกันออกไป จะให้ซื้ออะแดปเตอร์เพื่อแปลงพอร์ตก็แลดูจะยุ่งยากต่อผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก หรือพอร์ตแบบเดียวกันแต่ต่างรุ่นก็ไม่ใช่เหตุที่จะต้องซื้ออุปกรณ์ซ้ำๆ กันไปเพื่อ..อะไร

    • HDTV เป็นอุปกรณ์การเชื่อมต่อที่มีสายระโยงระยาง และด้วยข้อจำกัดของสายนี้ ทำให้ย้อนยุคกลับไปนึกถึงการใช้งานในยุคที่ทีวียังไม่มีรีโมท เอ๊ะ!! ยังไง หากใครเคยได้ลองใช้งานดูจะรู้ว่า การต้องลุกขึ้นลุกลงมันช่างเสียอารมณ์ชะมัดเลย T T

    • HDTV ในระหว่างการใช้งานต้องเชื่อมต่อสาย USB เข้ากับเครื่องสมาร์ทโฟนตลอดเวลา นั่นหมายความว่า แบตเตอรี่ของคุณถูกใช้งานการประจุไฟอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ย่อมส่งผลร้ายต่อการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ให้มีอายุการใช้งานที่สั้นลงเร็วกว่าเดิม 

     

    ตัวเดียวรองรับทั้ง #ซัมซุง #ไอโฟน #โน้ตบุ้ค #วินโดว์ #แมคบุ้ค

    ราคาพิเศษเพียง 950 บาท (ฟรีส่งEMS) สินค้ารับประกัน 3 เดือน

     

    ช่องทางการสั่งซื้อ

    Line id : @happyphonembk (ใส่@ด้วยนะครับ)

    https://line.me/R/ti/p/%40happyphonembk

    เรามีหน้าร้านอยู่ที่มาบุญครอง ชั้น4 โซนกลาง(ตรงข้ามศูนย์ทรู) ห้องC-117000

    เปิดทุกวัน12:00-21:00น โทร : 081-9098432, 02-0484593



    แกะกล่อง iPhone 7 Plus สีแดง (PRODUCT) RED Special Edition ตัวเป็นๆจะสวยงามขนาดไหนกันนะ


  • NEWS
  • 23 มี.ค. 2560, 14:58
  • แกะกล่อง iPhone 7 Plus สีแดง (PRODUCT)RED Special Edition ตัวเป็นๆจะสวยงามขนาดไหนกันนะ

    หลังจากที่เมื่อคืนที่ผ่านมา Apple ได้ทำการเปิดตัว iPhone 7 และ iPhone 7 Plus สีแดง(PRODUCT)RED Special Edition อย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสินค้าจะพร้อมจำหน่ายทางการในวันที่ 24 มีนาคมนี้ผ่านทางร้านค้าออนไลน์ Apple Online Store ล่าสุดก็มีคลิปรีวิวแกะกล่อง iPhone 7 Plus สีแดง (PRODUCT)RED Special Edition ตัวเป็นๆออกมาให้ชมเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากทั้ง YouTuber ชื่อดัง Marques Brownlee และ CNET ที่นำมาเปรียบเทียบความแดงของตัวเครื่องกับสิ่งของต่างๆจะสวยงามขนาดไหนเชิญชม

    Screen Shot 2560-03-22 at 08.56.56

    Screen Shot 2560-03-22 at 08.57.34

    Screen Shot 2560-03-22 at 08.58.26

    Screen Shot 2560-03-22 at 08.57.58

    Screen Shot 2560-03-22 at 08.58.40

    Screen Shot 2560-03-22 at 08.58.50

    Screen Shot 2560-03-22 at 08.59.27

    Screen Shot 2560-03-22 at 08.59.03

     

     



    5 สิ่งที่ต้องทำหลังจากซื้อ Nintendo Switch !!


  • NEWS
  • 4 มี.ค. 2560, 20:03
  • 5 สิ่งที่ต้องทำหลังจากซื้อ Nintendo Switch !!

    หลังจาก Nintendo Switch วางขายพร้อมกันทั่วโลก แม้แต่ในไทยก็มาแรงทั้งราคาและยอดขายเช่นกัน และในตอนนี้หากคุณเป็นเจ้าของ Nintendo Switch แล้วก็ขอแสดงว่ายินดีด้วย เพราะในตอนนี้ของเริ่มขาดตลาดกันแล้ว แต่ใช่ว่าซื้อแล้วมันจะจบ เพราะมีหลายสิ่งที่ต้องทำหลังจากซื้อแทบจะในทันทีที่ซื้อเครื่องมา ไปดูกันว่ามีอะไรบ้างที่เจ้าของ Nintendo Switch ต้องทำและมีอะไรต้องเสียเงินเพิ่มบ้าง

    1. ติดแผ่นกันรอย

    อย่างแรกที่ต้องทำคือคุณต้องติดแผ่นกันรอย แม้ว่า Nintendo Switch จะมีหน้าจอสัมผัส แต่ก็ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไรนัก แต่ก็ต้องซื้อมาติด เพราะเวลาเราเอาตัวเครื่อง Switch ใส่กลับไปที่ Dock  ทำให้เกิดรอยบนหน้าจอเพราะเกิดการเสียดสีกันกับช่องพลาสติก  บริเวณด้านข้างของตัวเครื่อง ทำให้มันกลายเป็นของจำเป็นขึ้นมาทันที ส่วนราคาแผ่นกันรอยของ Hori ราคาจะอยู่ที่ 500-600 บาท

    2. สมัคร Nintendo Account

    ถ้าคุณยังไม่มี Nintendo Account ก็ต้องสมัครก่อน เพื่อซื้อของออนไลน์ และสร้าง User ID แล้วนำมาเชื่อมต่อกับ Nintendo Switch ของคุณเท่านี้ก็เรียบร้อย และเรายังสามารถเชื่อมต่อกับ twitter และ Facebook ได้ด้วย ทำให้เราแชร์ภาพการเล่น ผ่านโซเชียลมีเดีย ได้ง่ายดาย แนะนำเวลาสมัครต้องเลือกโซน อเมริกา , ญี่ปุ่น หรือ ยุโรป เพราะร้านค้าออนไลน์ e-shop จะเชื่อมต่อกับโซนที่เราเลือกเท่านั้น (ห้ามสมัคร Country/region of residence เป็นประเทศไทยเพราะเมื่อเราเข้า e-shop มันจะขึ้นว่าไม่รองรับ)

    3. อย่าลืมรับเหรียญรางวัลจาก My Nintendo

    อีกหนึ่งบริการจากปู่นินที่เป็นระบบและของรางวัล คล้ายกับ Club Nintendo สมัยก่อน โดยเกมบน Switch จะไม่ต้องมานั่งใส่รหัสแลกของให้ยุ่งยากเพียงแค่กดปุ่ม + หรือ – ที่เมนูหน้าจอเข้าสู่เกมจะมีตัวเลือกที่เขียนว่า my nintendo rewards ให้เรากดรับเหรียญรางวัลจำนวน 12 เหรียญทอง แต่คุณต้องเชื่อมต่อ Nintendo Account กับเครื่อง Switch ก่อน

    4. ซื้อ Micro SD card โดยด่วน

    อย่างที่เคยบอกไปว่า ความจุของ Nintendo Switch มีเพียง 32GB และใช้กับระบบไปเหลือให้เราใช้แค่ 25GB และที่เก็บข้อมูลของ รูปภาพที่ Capture ภาพ , เก็บ Save ในเกม ,และตัวเกมระบบดาวน์โหลดทั้ตัวเต็มๆและเดโม ความจุที่เหลือไม่พอใช้แน่นอน ดังนั้นต้องไปซื้อ MicroSD card มาใช้โดยด่วน แนะนำความจุ 64GB ขึ้นไปเลยจะได้ไม่ต้องซื้อกันบ่อยๆ

    5. อย่าลืมต่อ Net เพื่อดาวน์โหลดตัวอัพเดท FW ของเครื่อง

    สิ่งที่ต้องทำหลังจากเปิดเครื่องคือเชื่อมต่อกับ อินเทอร์เน็ต และอัพเดท FW ของระบบให้เรียบร้อยโดยเวอร์ชั่นล่าสุดจะเป็น 2.0.0 แม้ว่าจะไม่มีการระบุอย่างเป็นทางการว่าได้เพิ่มอะไรไปบ้าง แต่มีผู้พบว่าหลังอัพเดทการเชื่อมต่อกับ Joy-con ทำได้ดีไม่มีสะดุด หลังจากก่อนหน้านี้มีหลายคนพบว่า Joy-con ด้านซ้ายมีปัญหาการเชื่อมต่อเมื่อมีสิ่งของไปบังเช่นมือคน ซึ่งผู้เขียนไม่พบปัญหานี้เลยทุกอย่างปรกติดี



    ไอโฟนหน้าจอแตก เปลี่ยนยังไงให้ได้จอแท้???


  • NEWS
  • 11 ก.พ. 2560, 17:24
  •  

    จากการสำรวจผู้ใช้สมาร์ทโฟนจำนวนไม่น้อยที่ต้องประสบกับปัญหาหน้าจอไอโฟนแตก!!! ไม่ว่าจะสารพัดสาเหตุที่เกิดขึ้นนั้นจะเกิดจากการตกกระแทก การถูกกดทับด้วยสิ่งของหรือน้ำหนักตัว ประสบอุบัติเหตุรถล้ม หรือแม้แต่ลูกตัวน้อยมาหยิบฉวยเล่นแล้วเผลอปล่อยร่วงหล่นลงพื้นหน้าจอแตกกระจาย  ไอโฟนกระจกแตกถือเป็นอาการเสียที่เกิดขึ้นเป็นอันดับหนึ่งกับกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนมากที่สุด ณ เวลานี้ และยากที่จะทำใจเพราะกว่าที่เราจะตัดใจควักเงินในกระเป๋าซื้อไอโฟนมาเครื่องละหมื่นสองหมื่นเลยทีเดียว ย่อมสร้างรอยบอบช้ำในจิตใจเป็นอย่างมาก แม้จะไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้นก็ตาม

    จะนำมือถือไปซ่อมร้านไหนดี??? ค่าซ่อมเท่าไหร่!!? ใช้เวลาซ่อมนานรึป่าว!!?

    ก่อนอื่นเลยต้องขอบอกไว้เป็นเกร็ดความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปัญหาไอโฟนหน้าจอแตกกันเสียก่อนว่า การแตกของหน้าจอนั้นมีอยู่หลายแบบ วิธีการเปลี่ยนอะไหล่จอ รวมถึงคุณภาพจอ ที่ใช้ในการเปลี่ยนก็แตกต่างกันออกไปตามเกรดอะไหล่ และการรับประกันอะไหล่ในภายหลัง

    กรณีที่ 1 : การแตกเสียหายของกระจกหน้าจอกว่า 70% เกิดความเสียหายขึ้นเฉพาะกระจกภายนอกเท่านั้น 

    จุดสังเกต > จะสังเกตได้จากการใช้งานของหน้าจอยังคงสามารถมองเห็น และยังคงใช้งานทัชสกรีนได้ตามปกติ ลักษณะการแตกแบบนี้นับว่าเกิดความเสียหายที่เบาที่สุด เพราะเราสามารถที่จะนำไอโฟนของเราไปซ่อมโดยวิธีการลอกเปลี่ยนกระจกได้ โดยจะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมที่ไม่สูงนัก ซึ่งโดยเฉพาะจะอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 บาท(ขึ้นอยู่กับรุ่น) และการลอกเปลี่ยนกระจกนี้ยังคงเป็นผลดีต่อผู้ใช้งานเนื่องจากส่วนที่เป็นจอแสดงผล(จอLCD) จะยังคงเป็นของแท้เดิมๆ จากโรงงานนั่นเอง โดยไม่ทำให้ความคมชัด ความสดของสีหน้าจอและคุณภาพในการทัชสกรีนลดลงแต่อย่างใด "ลอกจอ" ใช้ระยะเวลาในการซ่อมเพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น สามารถรอรับได้เลย แนะนำให้เข้าร้านซ่อมมือถือที่มีมาตรฐานและเครื่องมือที่พร้อมให้บริการ หากนำเครื่องเข้าเปลี่ยนอะไหล่ตามร้านที่ไม่มีเครื่องลอกจอ แน่นอนได้เลยว่าจอแท้ของคุณถูกเปลี่ยนออกยกทั้งชุด โดยไม่ทราบว่าจอชุดใหม่ที่ใส่ทดแทนมาให้นั้น เป็นชุดจอที่ถูกลอกเปลี่ยนเฉพาะกระจก หรือเป็นจอเกรดทั้งชุดนั่นเอง

     

    กรณีที่ 2 : ความเสียหายเกิดขึ้นในส่วนของจอแสดงผลด้านใน(จอLCD)ไม่ว่ากระจกจอแตกหรือไม่ก็ตาม

    จุดสังเกต > คือจอแสดงผลด้านใน(จอLCD) ถูกกระทบเสียหายไปด้วย อาการที่พบได้แก่ เส้นหน้าจอเป็นขีด จอดำมืดหรือมีอาการจอติดดับ ทัชสกรีนใช้งานไม่ได้หรือใช้งานทัชสกรีนได้ในบางจุดบางตำแหน่ง หรือแม้แต่การแสดงภาพหน้าจอได้ไม่เต็ม100% ขึ้นแถบสีหรือเป็นดวงสีดำๆ ลักษณะอาการจอแตกเสียหายแบบนี้ต้องเปลี่ยนทั้งชุดหน้าจอ โดยค่าใช้จ่ายจะมีราคาสูงกว่าการลอกจอ(ขึ้นอยู่กับรุ่น) และเกรดของชุดจอก็มีให้เลือกทั้งจอแท้ และจอเกรด ซึ่งหลายๆ คนก็ยังพอทำใจได้อยู่เนื่องจากราคาอะไหล่ของไอโฟนนั้นยังมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไป แค่รอเปลี่ยนหน้าจอใหม่ 1 ชั่วโมงก็สามารถนำโทรศัพท์มือถือกลับมาใช้ได้ดังเดิมแล้ว แนะนำให้เข้าร้านซ่อมมือถือที่มีมาตรฐานและเครื่องมือที่พร้อมให้บริการ เพื่อตรงเช็คถึงความเสียหายในส่วนอื่นๆ ให้เพิ่มเติมได้ด้วย

     

    กรณีที่ 3 : หน้าจอโดนความชื้น / ตกน้ำ / โดนเหงื่อ

    จุดสังเกต > จะสังเกตได้ไม่ยาก ที่หน้าจอจะมองเห็นเป็นริ้วรอยด่างปื้นๆของคราบน้ำ หรือเหงื่อได้อย่างชัดเจน ซึ่งในบางกรณีหน้าจอก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ แต่ริ้วรอยด่างน้ำนี้อาจรบกวนสายตาและความสวยงามของหน้าจอ กรณีนี้ต้องเปลี่ยนหน้าจอทั้งชุดเช่นเดียวกันกับกรณีที่ 2 เนือ่งจากความเสียหายเกิดขึ้นในส่วนของจอแสดงผลด้านใน (BlackLight) โดยปกติจะไม่แนะนำให้ใช้งานต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากความชื้นที่เกิดขึ้นในระยะสั้นอาจไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งาน แต่จะเกิดคราบขี้เกลือ, สนิม หรือตะกรันขึ้นกับอะไหล่ที่อยู่ใกล้เคียงทำให้เกิดความเสียหายต่ออะไหล่ชิ้นนั้นได้ ซึ่งทำให้เกิดความยากลำบากในการซ่อมในภายหลัง

     

    กรณีที่ 4 : ตัวเครื่องช้อตเสียหาย บอร์ดี้โก่งงอ 

    จุดสังเกต > หากเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงที่ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบเฉพาะหน้าจอ แต่รวมไปถึงเมนบอร์ดที่โก่งงอ หรือตกน้ำช้อตเสียหายหนัก ปกติช่างจะไม่แนะนำให้ซ่อม หรือหลังจากการตรวจเช็คแล้วช่างแจ้งประเมินว่าไม่สามารถซ่อมได้ หรือซ่อมแล้วไม่คุ้ม อาจเกิดอาการต่อเนื่องในอะไหล่ส่วนอื่นได้ในภายหลัง กรณีเช่นนี้ควรติดต่อศูนย์บริการ Apple เพื่อขอเคลมเปลี่ยนเครื่องใหม่ โดยมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนที่ใกล้เคียงกับการซื้อเครื่องใหม่แต่ได้สเปคเดิมพร้อมรับประกัน 90 วัน ซึ่งทำเอาหลายคนอาจยอมตัดใจหาซื้อเครื่องรุ่นใหม่ไปเลยดีกว่า!!!




    HAPPY PHONE MBK

    มาบุญครองเซ็นเตอร์ ชั้น4 โซนกลาง
    ห้องเลขที่ C-117000 (ตรงข้ามศูนย์ทรู)
    เปิดบริการทุกวัน 12:00-21:00น.
    โทร. 02-0484593, 081-9098432
    ติดตามข่าวสาร
    Facebook
    Instagram

    Line
    ติดตามเรา



    Facebook